SeRiousNeSS

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผมได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ"

(อ่านว่า ภู-มิ-รัก-ทำ-มะ-ชาด แปลได้ว่าแผ่นดินรักธรรมชาติ หรือ ในหลวงรักธรรมชาติ ก็ได้)

เรื่องนี้ที่จริงผมอยากจะเขียนขึ้นมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่เริ่มเขียนทีไรจบแบบสรุปความทั้งหมดไม่ได้สักที ดังนั้นวันนี้ผมได้โอกาสจึงอยากนำส่วนหนึ่งที่ผมได้จากที่นั่นมาสักเสี้ยวนึงมาบอกเล่าให้ฟังกันวันนี้ครับ

 

ผมได้ฟังข่าววันนี้และพอดีผมได้อยู่หน้าคอม อารมณ์ก็บังเกิดขึ้นมาอยากจะเขียนจริง ๆ

ใคร ๆ ก็บอกว่ารักในหลวง แต่มีใครเล่าที่รักในหลวงจริง ?

 

ผมไม่คิดว่าการที่ผมจะบอกว่า"ผมรักในหลวง" สวมชุดเหลือง ใส่แบนด์วิทช์ แล้วจะแปลว่าผมรักในหลวงจริง

ผมไม่คิดว่าคนที่ทำดั่งข้างต้นแล้วจะรักในหลวงจริง

ผมคิดว่าที่ทำไปเพราะเลียนแบบคนอื่น หรืออยากให้คนอื่นมาสรรเสริญตน เพราะตนเองนั้นรักในหลวง

 

รักในหลวงจริง ก็ทำตามที่พระองค์ท่านตรัสหรือทรงแนะนำสิ! อย่ามาแค่ใส่เสื้อเหลือง หรือสักพูดแค่ปากเปล่า!

 

ดูโทรทัศน์วันนี้ ผมก็ทราบได้ทันทีว่า รัฐบาลไม่ได้รักในหลวงจริง เพราะไม่เคยได้นำเอาคำที่พระองค์ท่านเคยตรัสหรือแนวคิดของพระองค์ท่านมาใส่ใจเลย

รัฐสภาวันนี้ที่จะมีโครงการดำเนินสร้างใหม่ ผมอยากถามว่ามีความจำเป็นมากแค่ไหนที่จะต้องสร้างใหม่ และมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องสร้างตรงนั้น ?

คอนที่ผมไปศูนย์ภูมิรักษ์ คุณลุงปัญญาผู้เป็นผู้เริ่มบริหารงานที่ศูนย์นั่นเป็นคนแรกยันปัจจุบันก็เล่าถึงที่มาของศูนย์นี้

แต่เดิมที่นี่เป็นทุ่งนาธรรมดา พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่าที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำตกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาก หากปล่อยไว้ไม่นานที่นี่อาจจะเสื่อมโทรม พระองค์ท่านจึงขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้ใช้เงินส่วนตนของพระองค์ท่านกว้านซื้อที่แห่งนี้ เพื่อสามารถดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่

"แต่อย่าเอาพื้นที่ซึ่งชาวบ้านทำมาหากินเป็นหลัก...."

ชาวบ้านในแถบนี้เขาหากินโดยปลูกสวนเป็นหลัก ส่วนนาเป็นแหล่งหากินเสริมครับ ดังนั้นจึงได้ที่แห่งนี้มา

แต่ขอถามหน่อยเถอะครับ เวลาคุณจะซื้อที่ หรือคุณนึกเล่น ๆ ว่าจะเป็นรัฐบาล คุณเคยนึกถึงสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสไหมครับ ?

อย่างมากผมแค่คิดว่าซื้อมาไม่ให้ชาวบ้านด่าก็พอ เรื่องหากินเป็นหลักหรือไม่หรือย้ายไปที่ไหนผมไม่ค่อยสนสักเท่าไหร่

พระองค์ท่านนึกถึงอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ แล้วรัฐบาลนี้ทำอะไรอยู่?

ไม่ได้นึกถึงหัวอกใครเลย จะสักอะไรก็จะทำ แล้วจะมาอ้างว่ารักในหลวงจริงได้ไหม?

 

เรื่องการบริหารประเทศตามคำแนะนำและแนวคิดของพระองค์ท่านยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกครับ

คือเรื่อง "อย่าย้ายชาวบ้านไปแล้ว ทำให้เขาไปก่อปัญหาที่อื่น"

ผมจำคำของพระองค์ท่านไม่ได้เป๊ะ ๆ แต่ประมาณนี้ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการย้ายชุมชนแออัด แต่ทางรัฐบาลนี่สักแต่ย้ายครับ เพื่อให้ตรงเดิมไม่แออัด แต่ชาวบ้านจะย้ายไปอยู่ที่ไหน หรือแหล่งย้ายไปแห่งใหม่จะเสื่อมโทรมก็ไม่สน บางครั้งไปที่ใหม่ไม่คุ้นก็ย้ายกลับมาที่เดิมซะงั้น

ซึ่งตอนนี้หน่วยงานทางภาครัฐที่จัดตั้งเพื่อดูแลบริหารชุมชนเมืองก็ได้ใช้ประโยคนี้มาปรับปรุงใช้(มานาน)แล้ว ซึ่งจะพบได้ว่าปัญหาชุมชนแออัดจากเรื่องนี้จะไม่พบเห็นอีกเลย

 

อย่างไรก็ตามการที่ผมพูดพระราชดำริหรือเรื่องต่างๆที่พระองค์ท่านได้ทำไว้ ผมไม่ได้อยากให้ทุกท่านจดจำแล้วทำตามทันที แต่ผมว่า เราควรที่จะคิดถึง เจตนา ของพระองค์ท่านแล้วทำตามเจตนานั้น น่าจะเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด

 

เรื่องพอเพียง ทำไมคนเราต้องมาวิเคราะห์อะไรกันให้มากมายด้วย ในแนวความคิดผมแค่ใช้สิ่งที่มี เดินทางสายกลางนั้นก็ถือว่าพอเพียงแล้ว

หรือหากจะเปรียบเทียบ

แนวคิดพอเพียง ก็เหมือนกับ มีมีด ก็ใช้มีดล่ากระรอกกระแต เก็บทีละน้อยๆเท่าที่มี หากได้มามากก็นำไปซื้อปืนซื้อกับดักล่าเสือก็ยังไม่สาย

แนวคิดทุนนิยม ก็เหมือนกับ มีมีด แต่นำมีดไปซื้อกระสุน เช่นปืนมายิงเสือ หวังตูมเดียวรวยเละ แต่หากยิงวืด ไม่เสียมีดทำมาหากินไป ก็เสียชีพให้เสือไปขบเล่นซะเสีย

 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกสมัยล้วนแต่ทุนนิยมขายมีดเช่าปืนทั้งนั้นแหละครับ

ยิ่งรัฐบาลทักษิณยิ่งเห็นได้ชัด ทุกโครงการล้วนแต่ขายมีดเช่าปืนทั้งนั้น ไม่ก็ให้เช่าปืนแล้วค่อยคืนมีดทีหลัง

เช่น โครงการหมู่บ้านละล้าน ก็คือการให้ยืมปืนไปก่อน ทำอะไรว่าทีหลัง แต่ถ้าเอาปืนไปยิงไม่ได้ ก็เอาทั้งปืนทั้งมีดมาคืนฉันก็แล้วกัน

โถ ชาวบ้านมีความรู้อะไรที่จะเอาเงินล้านนึงไปลงทุนเอาเงินคืนละครับ อย่าว่างู้นงี้เลย ให้ผมซึ่งจบระดับอุดมศึกษาแล้วผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาเงินล้านนึงไปลงทุนทำอะไรดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องผ่านประสบการณ์หรือการศึกษาทางด้านธุรกิจมาก่อนแล้ว แต่นี้ให้แต่เงินไม่ให้ความรู้ เขาก็เสียทั้งปืนทั้งมีดสิ

OTOP ตอนแรกผมหลงผิดไปว่ามันจะเป็นโครงการที่เจ๋ง แต่หากดูเรื่องความพอเพียงแล้วมันไม่ใช่ครับ

แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้าน แต่การลงทุนก็ต้องซื้อหาสิ่งของเครื่องทุ่นแรงมาใช้งานด้วย (หรือถ้าดีหน่อยบางที่ก็ไม่ต้องใช้) ส่วนสินค้าก็เอามาจากในหมู่บ้าน

เหมือนจะดี! แต่ลืมไป ว่าที่เราขายนั้น เราขายออกนอกชุมชน ออกนอกประเทศ แน่นอนว่าไม่ใช่เสมอไปที่จะขายได้ หากมีคู่แข่งที่ดีกว่าถูกกว่า เราก็จะสูญเสียตลาดไปง่าย ๆ

เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากฐานข้อมูลของกรมส่งออก หากดูรายชื่อบริษัทส่งออกจะเห็นได้ว่า แทบทั้งหมดไม่มีบริษัทไหนเลยที่จะส่งของขายออกอย่างอยู่ยงยั่งยืน ส่วนใหญ่จะล้มหายตายจากไปในช่วง 3 - 4 ปีทั้งนั้น

ดังนั้น OTOP ที่ดีไม่ใช่ OTOP ที่ส่งขายนอกชุมชน หรือนอกประเทศ แต่ต้องส่งขายในชุมชนได้ก่อน แล้วค่อยส่งขายต่อนอกชุมชน หรือนอกประเทศ

 

ซึ่งเช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราต้องมีตลาดหรือแหล่งค้าขายที่มั่นใจก่อนว่าจะขายได้ แน่นอนตลอดไป นั่นก็คือ ขายกันเองในชุมชนนั่นเอง แล้วค่อยขายในที่ห่างไกลไปเรื่อยๆ

ส่วนทุนนิยม คือ ส่งขายใกล้ ๆ ได้หรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญที่นอกชุม%B

หนุนมธ.ออกกฎคุมเข้มแต่งกายชุดนศ.-จี้ม.อื่นเอาอย่าง
 
โฆษกศธ.หนุนมธ.ออกกฎคุมเข้มแต่งกายชุดนศ. จี้มหาวิทยาลัยอื่นเอาอย่าง เร่งวางระเบียบรองรับ

จากกรณีที่นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ลงนามประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการแต่งกายที่ถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพเกินกว่าขอบเขตอันเหมาะสม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายละเอียดระบุว่า หากนักศึกษาผู้ใดแต่งกายโดยใช้เสรีภาพเกินกว่าขอบเขตอันเหมาะสม

อันได้แก่ การแต่งกายล่อแหลมจนเกินควร การแต่งกายที่เปิดเผยเนื้อตัวมากเกินไปจนมีลักษณะไปในทางยั่วยุทางเพศ หรือการแต่งกายไม่สุภาพ หรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชุดที่แต่งในโอกาสทั่วไป หรือชุดนักศึกษา นักศึกษาผู้นั้นอาจถูกห้ามไม่ให้ขึ้นอาคารเรียน หรือขึ้นห้องเรียน และหน่วยงานต่างๆ มีสิทธิ์งดให้บริการได้ 

เมื่อวันที่  15 พ.ค. นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษก ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ที่ออกสมัยนายจาตุรนต์   ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ลงประกาศวันที่ 27 ธ.ค. 2548 โดยให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา กำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้เท่าที่ไม่ขัด หรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ 

“มหาวิทยาลัยบางแห่งยังคงเพิกเฉยและไม่ได้ดำเนินการปล่อยให้นิสิต นักศึกษาใช้สิทธิอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความประพฤติของนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษามา ตลอด ดังนั้น มธ.ได้ดำเนินการเป็นตัวอย่างแล้ว ศธ.จึงขอให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ เร่งรีบในการร่างกฏระเบียบ เพื่อดูแลนักศึกษาให้มีความประพฤติเรียบร้อยโดยดูตัวอย่างของมธ.และประกาศ ของกฎกระทรวง อย่างเคร่งครัด “ โฆษก ศธ. กล่าว

 จาก คมชัดลึก

 

เพราะผมเกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร เมื่อผมอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกขำเล็กน้อย

และยิ่งเมื่ออ่านความคิดเห็นในบางกระทู้ของบางเว็บบอร์ดผมก็ยิ่งขำขึ้นไปอีก

 

ออกข่าวว่าคุมเข้มไปก็เท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติ ผมเชื่อ ในมหาวิทยาลัยก็ยังเหมือนเดิม 

ไม่รู้หรือกะไรกัน ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาคุมเข้มเรื่องการแต่งกายกันมานานแล้ว? 

 

การประกาศเช่นนี้ ของธรรมศาสตร์ ทำให้ผมคิดได้อย่างเดียว

คือ ประกาศเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวมหาวิทยาลัย! ในทางปฏิบัติผมเชื่อว่าประกาศฉบับนี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราการล่วงเกินทางเพศ หรือแต่กายให้รัดกุมขึ้นเลย

 

เพราะของเดิมก็รัดกุมอยู่แล้ว!

 

หากคุณเคยเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วคุณสังเกตดีๆคุณน่าจะพบกับ...

ป้ายสายเดี่ยวห้ามขึ้นลิฟท์ในตึกเรียน SC (เมื่อหลายปีก่อน)

หรือป้ายใส่รองเท้าแตะห้ามขึ้นตึกเรียน

หรือป้าย แต่งกายไม่สุภาพ ห้ามเข้ามาใช้บริการ หรือเข้าห้องสมุด

หรือเป็นที่รู้กันว่าวันสอบต้องใส่ชุดนักศึกษาเท่านั้น

 

และยิ่งนักศึกษาวิศวะในข่าว ที่บางคนบอกว่าเด็กมันแต่งยั่วเอง ผมก็ไม่เห็นยั่วตรงไหน

ก็เพราะคณะเขาให้แต่งชุดนักศึกษา หากเป็นปีสองขึ้นไปผมก็เห็นใส่แต่ชุดช็อปคลุม แล้วมันจะยั่วตรงไหนฟระ???

(บางคนมีอยู่ไม่กี่ชุด เลยต้องใส่ซ้ำจนเหม็นกลิ่นเหงื่อไปหมด ได้กลิ่นแบบนี้แล้วหื่นแปลว่าน่าจะเป็นพวกโรคจิต???) 

 

 คนที่บอกว่าเด็กยั่ว หรือชุดไม่เหมาะสม คือคนที่ไม่รู้จริงครับ

จะดีจะเลวก็ที่คนๆนั้น ทำไมต้องใส่ร้ายสิ่งอื่นด้วยเล่า?

เครื่องแต่งกาย นักศึกษา สถาบัน มันเกี่ยวอะไร จะว่าก็ว่าที่ตัวบุคคลสิ

ไม่ว่าที่ไหนมันก็มีได้ ไม่ใช่แค่ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอื่น โรงเรียนอื่น ที่ทำงาน หรือแม้แต่บ้านของคุณมันก้มีได้ ถ้าบุคคลที่อยู่มันเลว

 

ที่ธรรมศาสตร์ออกมาประการก็แค่เพื่อรักษาภาพลักษณ์เท่านั้น เพราะเขาทราบว่าพวกไม่รู้เรื่อง หรือพวกอคติโยงนู่นโยงนี่ให้ตัวสถาบันเลวมันมีอยู่

หลักในการตั้งชื่อลูก

posted on 15 May 2008 23:01 by wildlord  in SeRiousNeSS

เอ๊ะ? คราวนี้มาแปลก ทำไมถึงนำหลักการตั้งชื่อเด็กมานำเสนอล่ะ

ไม่มี อะไรมากครับ พอดีผมพิมพ์ตอบไว้ในกระทู้หนึ่ง แล้วอยากนำมันมาใช้ประโยชน์ในบล็อกนี้บ้าง

 

จากหนังสือปฏิทินร้อยปีสำหรับครอบครัว

แล้วแต่ตำรา เพราะผมเห็นอีกตำรานึงก็ไม่ตรงกันซะทีเดียวแต่ก็ใกล้เคียง

----คนที่เกิดวันอาทิตย์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[จ] [ฉ] [ช] ซ [ฌ] [ญ] - (ฎ) (ฏ) (ฐ) (ฑ) (ฒ) (ณ) - ด ต ถ ท ธ น - ย ร ล ว
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
สระทั้งหมด - ก ข ค ฆ ง บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรกาลกีณีคือ
ศ ษ ส ห ฬ ฮ

----คนที่เกิดวันจันทร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ฎ] [ฏ] [ฐ] [ฑ] [ฒ] [ณ] - (ด) (ต) (ถ) (ท) (ธ) (น) - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ก ข ค ฆ ง - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
สระทั้งหมด

----คนที่เกิดวันอังคาร----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ด] [ต] [ถ] [ท] [ธ] [น] - (บ) (ป) (ผ) (ฝ) (พ) (ฟ) (ภ) (ม) - ย ร ล ว - สระทั้งหมด
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ  - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรกาลกีณีคือ
ก ข ค ฆ ง

----คนที่เกิดวันพุธกลางวัน (6.00-18.00)----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
ก ข ค ฆ ง - [บ] [ป] [ผ] [ฝ] [พ] [ฟ] [ภ] [ม] - (ย) (ร) (ล) (ว) - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ด ต ถ ท ธ น - สระทั้งหมด
อักษรกาลกีณีคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ

----คนที่เกิดวันพุธกลางกลางคืน หรือ ราหู (18.00-6.00)----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด [อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ] - (ก) (ข) (ค) (ฆ) (ง) - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - ด ต ถ ท ธ น
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ศ ษ ส ห ฬ ฮ - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

----คนที่เกิดวันพฤหัส----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด (อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) - ก ข ค ฆ ง - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - [ศ] [ษ] [ส] [ห] [ฬ] [ฮ]
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
ด ต ถ ท ธ น

----คนที่เกิดวันศุกร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ก] [ข] [ค] [ฆ] [ง] - จ (ฉ) (ช) ซ ฌ (ญ) - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
สระทั้งหมด - ด ต ถ ท ธ น - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรกาลกีณีคือ
ย ร ล ว

----คนที่เกิดวันเสาร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - [ย] [ร] [ล] [ว] - (ศ) (ษ) (ส) (ห) (ฬ) (ฮ)
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
(ก) (ข) (ค) (ฆ) (ง) - ด ต ถ ท ธ น - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรกาลกีณีคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ


หมายเหตุ
ใน[] คือชื่อเดช เหมาะกับผู้ชาย มีความหมายทางเข้มแข็ง หมายถึง อำนาสวาสนา ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงาน ความรักใคร่
ใน() คือชื่อศรี เหมาะกับผู้หญิง มีความหมายทางอ่อนโยน หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง สิริมงคล โฃคลาภ


 
สมควรเอามาลงไหม?  พิมพ์ซะยาวเชียว ถ้าไม่เอามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น คงเสียดายมากๆ

 

แล้วขอเตือนอะไรสักอย่างนึงนะครับ สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ต้องการตั้งชื่อให้ลูก

อย่าตั้งชื่อโดยมาขอชื่อจากคนที่ไม่รู้จักเช่นในเว็บบอร์ดอะไรพวกนี้เลยครับ ถ้าผมเป็นลูก แล้วผมรู้ว่าชื่อของผมมาจากวิธีการแบบนี้ ผมจะภูมิใจไหม? 

ดังนั้น ตั้งเองเถอะครับ หนังสือหนังหาเกี่ยวกับการตั้งชื่อมีอยู่เพียบ หรือจะให้พระหรือคนรู้จักตั้งให้ก็ได้ 

ประสบการณ์ที่ Sizzler

posted on 08 May 2008 13:41 by wildlord  in SeRiousNeSS

เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ในช่วงงานสัปดาห์หนังสือครับ

 เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากตอนกลับเนี่ย ผมและญาติๆได้ตกลงกันจะไปทานที่ Sizzler ใกล้บ้าน กันต่อ

แล้วผมก็ได้เจอ.....

 

 

เจออะไรนะหรือ? ไม่เจอครับ ที่ว่าขาแมลงสาปแบบคนอื่นๆผมไม่เจอหรอกครับ อะไรปรกติดีทุกอย่าง เพียงแต่ว่า

 

อาหารไม่อร่อยเลยครับ

อย่ามาว่าผมไม่มีรสนิยมด้านอาหารนะ

ใครๆก็ว่าที่บ้านคุณพ่อทำอาหารอร่อยมาก(แต่ทำไมฉานไม่คิดอย่างนั้น หรือเพราะชินแล้ว?) หรือจะไปร้านอาหาร ร้านระดับสี่ห้าดาวดาวผมก็ไปบ่อย ร้านข้างทางก็เคยทานมาหมด แทบจะเรียกได้ว่าอาหารเกือบทุกระดับผ่านปากผมมาแล้วทั้งนั้น

 อาหารผมก็ทานได้ทุกแบบ เพียงแต่บางอย่างผมจะเขี่ยทิ้งหรือไม่เลือกทานก็เท่านั้น

(แล้วมันยังไงกันแน่วะ???)

แต่ที่Sizzlerนี้เป็นที่เดียวที่ผมขอบอกว่า อาหารรสชาติไม่ได้เรื่องจริงๆ

และยิ่งเพราะตอนนั้นผมเป็นโรคกระเพาะพอดี (อาจเพราะผมเลือกทาน???) พวกเครื่องดื่มบางอย่างผมเลยหลีกเลี่ยง 

ผมเลยเลือกสั่ง ชามะนาวแทน น้ำอัดลม

สงสาัยจะเป็นดวงซวย ชามะนาว มันไม่ได้ทำอาหารให้มีรสชาติที่ดีขึ้นเลย กลับกันจะทำให้มันแย่ลง

ชามะนาวที่หวานจื๊ดอมเปรี้ยว แถมไม่เย็นอีกต่างหาก ทำให้ลิ้นผมเริ่มเพี้ยน ความรับรู้ทางด้านอาหารแย่ลง

 

สลัดบาร์ที่ฟรี ผมก็ไปตักแล้ว โดยเริ่มจากซุปเห็นข้น รสชาติไม่ได้เรื่องมาก  ผมเหลือบไปเห็นเส้นสปาเก็ตตี้ ผมเลยจะเอามาทาน แต่ไม่รู้ว่าซอสมันอยู่ไหน เห็นแต่ซอสมะเขือเทศ เลยเอามาใส่ทานดู แต่ก็ไม่ได้เรื่องเลยครับ

พอสเต็กมา เจ้าชามะนาวก็ทำพิษ กินไม่ได้เลยครับ มันทำให้สเต็กไม่อร่อยอย่างแรง

 สรุป สี่คน ปาเข้าไปพันกว่า(ราวพันสามมั้ง?) แพงชิบ แถมผมรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้เข้าไปทานอะไรเลยด้วยซ้ำเหมือนเสียค่าโง่ไปเปล่าๆ

 

การที่ผมเอาเรื่องนี้มาบ่นทีหลัง บางทีอาจจะไม่เป็นการสมควรก็ได้ เพราะที่จริงเขาก็มีใบรับความคิดเห็นลูกค้าอยู่ โทษทีนะที่ตอนนั้นผมไม่ได้เอาปากกาไปน่ะ!

 หลังจากที่ผ่านไปนาน ผมก็นึกถึงเรื่องนี้ออก เลยอยากเอาเรื่องมาแบ่งปันและรับฟังความคิดเห็นจากคนอื่นๆบ้าง

ขอถามหน่อยเถอะครับ คุณคิดยังไงกับร้านนี้บ้าง? คิดเหมือนหรือแตกต่างจากผมหรือเปล่า?

 

ผมขอสรุปสิ่งที่ควรปรับปรุงนะครับ

1 เมนูอาหาร กรุณาอย่าเอาชามะนาวมาให้เลือกเป็นบุฟเฟห์เลยครับ มันไม่เข้ากับอาหารมากๆ

 โดยเฉพาะ ชามะนาวที่หวานจนเกินไป แถมไม่เย็นแบบนั้น มันทำให้รสชาติอาหารแย่ลงครับ

2 สลัดบาร์ จัดสวยครับ แต่ไม่อร่อยเลย

 ข้าวเกรียบกุ้งมโนราห์ เอามาทำไม ไม่เห็นมันเข้าเลย?

 เส้นสปาเก็ตตี้มี แต่ซอสมันหายไปไหน หรือว่าให้ใช้ซอสมะเขือเทศนั่นแทนซอส ไม่ไหวครับ

 ซุปเห็นข้น รสชาติไม่ได้เรื่องครับ ผมเคยกินสี่ที่ ที่นี่ BKK(ที่เลียนแบบที่นี่ ราคาและสถานที่สำหรับนศ.ทั่วไป) โชคชัยฟาร์ม และ ซอง7บาทที่เซเว่น ที่ไหนอร่อยสุดไม่รู้ แต่ที่นี่ห่วยสุด!

3 สเต็ก ผมไม่รู้ ทานไม่ลง ไม่รู้รสแล้ว เพราะชามะนาวนั่นแหละ 

4 ราคา แพงมากครับ ราคาขนาดนี้หากให้ผมไปอีกครั้งล่ะ็ ผมยอมไปทานสเต็กโชคชัยแถวดอนเมือง หรือแถวป่าโมกดีกว่า 

5 การตกแต่งร้าน ดีแล้วครับ แต่ก็แค่นี้แหละที่ดี

6 ขาแมลงสาป? ไม่รู้ผมไม่เห็น 

เมื่อผมเจอกับสิบแปดมงกุฏ

โดยปรกติแล้ว ผมคิดอยู่เสมอว่า พวกขอทาน พวกขายของและบริจาค หรือพวกที่เข้ามาขอเงินเพราะหลงทางเป็นพวกสิบแปดมงกุฏทุกคน ดังนั้นผมเลือกที่จะไม่ให้ทุกครั้งไป

แต่ผมก็รู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา ว่าผมยอมที่จะเป็นคนใจร้ายแล้งน้ำใจแทนที่จะยอมโง่ให้เขาหลอก แต่ผมก็ไม่อยากจะเป็นทั้งสองอย่าง แล้วผมจะทำอย่างไรดี? ลองมาอ่านเรื่องนี้กันครับ

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่เพิ่งเจอสดๆร้อนๆของผม เมื่อวันที่ 25 เมษา 2551 ตอนเที่ยงนี้เอง
เรื่องนี้มีอยู่ว่า วันนี้ผมได้ไปทำธุระที่ศิริราช ระหว่างทางกลับนั้นเอง ตรงบริเวณทางออกโรงพยาบาลใกล้ๆกับจุดยูเทิร์นก้มีผู้หญิงรูปร่างท้วม ตาเข ท่าเดินเหมือนขาเป๋ อายุราว30 คนหนึ่งมายืนขอเงินค่า

เดินทางครับ
รายนี้เท่าที่ผมสังเกตค่อนข้างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะท่าทางของเขาจัดจ้านน่าดู พูดจาฉะฉานแต่ดูนุ่มนวล แถมเดินเข้าไปขอเงินคนที่ผ่านไปผ่านมาเองเลยทีเดียว
ส่วนผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ โดยเขาเข้ามาหาผมและยื่นมือมาให้ดู เห้นเหรียญห้าหนึ่งเหรียญและเหรียญบาทอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมกับพูดว่าเงินไม่พอ ขออีกหนึ่งบาท
โดยปรกติผมก็ไม่คิดจะให้หรอกครับ แต่พอดีผมเคยคิดเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ดูเล่นๆว่าหากเกินเหตุการณ์เช่นนี้อีกผมจะทำอย่างไร?? (เคยเจอมาหลายรอบแล้ว)
แล้วผมก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ ผมหันเข้าไปทันทีแล้วบอกว่า จะไปไหนเหรอครับ?

เขาใช้เวลาคิดอยู่นานโข แล้วตอบว่าจะไป ศึกษาภัณฑ์
(ข้อสังเกต! ลองถามเขาดู ถ้าคิดนานแปลว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเป็นสิบแปดมงกุฏ)
(และเป็นตำแหน่งที่ดีด้วย จากศิริราชไปต้องข้ามเรือ และต่อรถเมล์ซึ่งเงินที่มีขาดอยู่อีกไม่กี่บาทเอง)

ผมก็เลยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือและบอกว่าจะเรียกรถแท๊กซี่ให้

แต่เขาก็ปฏิเสธครับ โดยบอกทันทีว่ามันหลายร้อยนะ
(ข้อสังเกต! ถ้าคุณปฏิเสธความหวังดีใครคุณจะบอกว่ามันแพงไหม? แต่คุณน่าจะบอกทำนองว่า "เกรงใจรบกวนมากเกินไป" มากกว่าใช่ไหม? แต่การที่คุณพูดถึงเรื่องเงินแปลว่าคุณคิดถึงเงินอยู่!)

ผมก็ไม่สน ผมเรียกแท๊กซี่ในทันที มันรอดตัวไปเพราะแท๊กซี่ไม่รู้ทาง ในระหว่างที่ผมเรียกเขาก็ออกไปเรี่ยไรขอเงินคนอื่นอีก
(ข้อสังเกต! เขาไม่สนใจคุณเลย แต่สนใจขอตังค์อย่างดียว)

ส่วนผมเองที่เรียกเสร็จก็ลองหาเรื่องชวนคุยดู โดยถามว่า "จะไปซื้ออะไรเหรอครับ?"
ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรแต่พอคิดได้ทีหลังผมก็นึกขำตัวเองว่าถามได้ดีจริงๆ ก็ในเมื่อคนมันไม่มีตังคแม้จะเดินทาง มันจะไปซื้อของได้ยังไง?

แล้วเขาก็ตอบมาว่า จะไปซื้อผ้าอนามัย!
(ข้อสังเกต! คนไม่มีตังค์เดินทางจะซื้อของได้ไหม? และซื้อผ้าอนามัยที่ศึกษาภัณฑ์เนี่ยนะ เท่าที่ผมจำได้มันเป็นสถานที่ขายของสำหรับการศึกษาไม่ใช่เหรอ?)

หลังจากนั้นผมก็เรียกแท็กซี่ต่ออีก แต่ก็ไม่มีใครรู้ทางอีก จนกระทั่งระหว่างนั้นมีเด็กวัยรุ่นราวม.ต้นสองคนเดินผ่านมา เขาก็ไปขอ
จากท่าทางของทั้งสองเหมือนจะให้ ผมเลยเข้าไปปาดหน้าทันที โดยพูดว่า "ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจะเรียกแท๊กซี่ให้เขาเอง"

เท่านั้นแหละ เขาก็มาด่าผมในทันทีโดยพูดว่า"มันไม่ใช่คนรู้จัก มันจะมาหลอกฉัน" แล้วก็ด่าผมเสียหายต่างๆนาๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้ายังพูดสุภาพกับผมอยู่เลย
(ข้อสังเกต! ถึงแม้จะด่าผม แต่เสียงก็ยังเบามากๆ ได้ยินกันแค่สามสี่คนตรงนั้นเอง คงจะกลัวเป็นที่สนใจหากคนอื่นได้ยินมั้ง?)

แล้วผมก็ผละออกมาเลยครับ หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมรู้แล้วว่าคนๆนั้นเป็นสิบแปดมงกุฏแน่นอน
แต่เสียดายจริงๆ ที่น้องสองคนนั้นยังให้เงินเขาไปอีก แต่ไม่เป้นไร อย่างน้อยผมก็ได้บอกให้เขารู้แล้วว่า คนๆนั้นเป้นสิบแปดมงกุฏอย่างแน่นอน

สรุป


หากเจอคนบอกว่าหลงทาง หรือเงินไม่พอมาขอเงินคุณ

1 สังเกตดู ว่าเขาอยู่ที่ไหน บางครั้งไปหลงที่ไม่น่าจะหลง หรืออยู่ในสถานที่ไม่น่าจะอยู่ และมักเป็นที่คนพลุกพล่าน
2 พยายามชวนคุย ลองถามดูว่าจะไปไหน ไปทำอะไร บางทีเขาจะเผยไต๋ออกมาเอง
3 ลองบอกว่าจะเรียกแท๊กซี่หรือรถรับจ้างให้เขา ถ้าเขาปฏิเสธ และเล็งที่จะเอาเงินค่าเดินทางมากกว่า น่าจะเป็นสิบแปดมงกุฏ
4 ลองแนะนำให้ไปหาตำรวจให้ช่วยดู เขาน่าจะปฏิเสธ

แล้วถ้าคุณต้องการจะช่วยจริงๆควรจะทำอย่างไร?

1 อย่าให้เงิน ถ้าจะให้เพียงอย่างเดียวก็อย่าให้เลยดีกว่า
ไม่ว่าจะเท่าไหร่ก็ตาม คุณไม่ได้ช่วยใครเลย คุณไม่ได้บุญหรอก แต่คุณกำลังจะได้บาปต่างหาก เพราะคุณไม่ได้คิดจะช่วยเขาจริงๆ คนที่เข้ามาขอ เขาจะขอจำนวนเงินที่เราคิดว่าเป็นเศษเงินครับ การที่เราให้เงินไปก็เหมือนให้ในสิ่งที่เราไม่ต้องการแล้วให้กับผู้อื่น
* ในสายตาผมมันเหมือนกับการทิ้งขวดน้ำพลาสติกลงถังขยะแล้วรอให้คนจรจัดมาเก็บขวดน้ำนั้นไปขายเอาเงิน คุณได้บุญไหม?
* หากคุณให้แล้วเขาเป็นสิบแปดมงกุฏ คนพวกนี้ก็จะมากขึ้น
* คนที่โดนพวกนี้หลอก พวกเขาอาจจะไม่ยอมให้เงินใครอีก แล้วหากมีคนเดือดร้อนจริงๆมาล่ะ แล้วใครจะช่วยพวกเขา?

2 ช่วยเหลือให้เต็มที่ เรียกรถรับจ้างให้เขา
(พร้อมจ่ายเงินให้คนขับโดยตรงด้วย)
ถ้าคุณจะช่วย คุณต้องช่วยด้วยวิธีนี้ครับ การที่ช่วยด้วยวิธีนี้แม้จะเปลืองเงินกว่าและเสียเวลา แต่คุณก็ได้ช่วยคนๆนั้นและสังคมอย่างแท้จริงครับ
* หากเขาเป็นสิบแปดมงกุฏจริง เขาไม่ไปหรอก คุณก็จะฉีกหน้าเขาได้ และเขาก็จะมีโอกาสสูงที่จะไม่ไปหลอกใครอีก
* หากเป็นคนเดือดร้อนจริง คุณได้ช่วยเขาจริงครับ และเป็นตัวอย่างให้คนอื่นด้วย
** ในกรณีที่คุณมีเงินไม่พอ แต่คุณมั่นพอ กรุณาตะโกนเรียกตรงนั้นว่า คุณจะจ้างรถให้เขาแต่มีเงินไม่พอขอบริจาคหน่อย ก็ได้ครับ
3 พาส่งตำรวจ

วิธีนี้ง่ายสุดครับ ในกรณีที่คุณไม่ใช่พวกที่เชื่อมั่นว่าตำรวจไม่มีคนที่ช่วยเหลือประชาชนหรอก มีแต่พวกรีดไถเท่านั้นครับ


ดังนั้นสรุปง่ายๆ หากจะให้แค่เศษเงิน อย่าให้ดีกว่า หากจะช่วย คุณก็ต้องช่วยเขาอย่างเต็มที่ครับ
ด้วยวิธีดังกล่าว ผมเชื่อมั่นว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้นครับ



ปล ช่วยเผยแพร่บทความนี้ให้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องให้เครดิตผม เผยแพร่ได้เท่าไหร่ทำไปเลยครับ