'''รัสเซียนรูเล็ต'''เป็นการละเล่นที่เป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากเป็นการละเล่นที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวได้มากกว่าการละเล่นอื่นๆ และยังช่วยคลายเครียดได้เป็นอย่างดี ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้แพ้ในเกมรัสเซียนรูเล็ตกล่าวหาผู้ชนะว่าโกงการแข่งขันแต่อย่างใด นับเป็นการละเล่นที่ช่วยเสริมความมีน้ำใจนักกีฬาได้ดีกว่ากีฬาใดๆในโลก การละเล่นชนิดนี้เริ่มมีถิ่นกำเนิดในสหภาพโซเวียต


อุปกรณ์

อุปกรณ์สำคัญในการเล่นรัสเซียนรูเล็ตก็คือ'''ปืน''' ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะใช้ปืนลูกโม่ การใช้ปืนลูกซองหรือปืนกึ่งอัตโนมัตินั้นนอกจากจะทำให้ความสนุกของเกมลดลงไปเยอะแล้วยังทำให้ถูกชาวบ้านมองว่าโง่อีกด้วย อุปกรณ์สำคัญอีกอย่างในการเล่นรัสเซียนรูเล็ตก็คือ'''กระสุน''' โดยทั่วไปแล้ว การเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตจะใช้กระสุนเพียงนัดเดียว ส่วนที่เหลือเป็นกระสุนสำรอง ผู้เล่นรัสเซียนรูเล็ตที่ดีต้องคอยดูแลอุปกรณ์ของตนให้อยู่ในสภาพดีเสมอ ไม่มีอะไรทำให้อารมณ์เสียได้เท่ากับการที่ปืนขัดข้องหรือกระสุนหมดระหว่างที่เกมกำลังดำเนินไปอย่างถึงพริกถึงขิงอีกแล้ว

การเล่น

''ทาคาคาสุ เอ. เดคิสุงิ'' ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียนรูเล็ตระบุว่าสาเหตุสำคัญที่รัสเซียนรูเล็ตเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะวิธีการเล่นที่เข้าใจง่ายมากและเกมรัสเซียนรูเล็ตสั้นๆเพียงไม่กี่นาทีก็มีความตื่นเต้นจนไม่อาจลืมได้เลย

เมื่อเริ่มเกม ให้ผู้เล่นคนแรกหรือกรรมการบรรจุกระสุนเข้าไปในรังเพลิง จำนวนกระสุนนั้นโดยทั่วไปแล้วให้ใส่เพียงหนึ่งนัด แต่ผู้เล่นจะใส่มากกว่านั้นเพื่อเพิ่มความตื่นเต้นของเกมก็ได้ แต่ไม่ควรใส่ให้เต็มลูกโม่เพราะจะทำให้เกมจบเร็วเกินไปโดยไม่มีลุ้น จากนั้นจึงใช้มือหมุนลูกโม่อย่างเร็วแล้วตบกลับเข้าไปในกระบอกปืน จากนั้นให้ผู้เล่นคนแรกยกอุปกรณ์การเล่นขึ้นจ่อหัวแล้วเหนี่ยวไก ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากเสียงสับไกดังเบาๆ ให้ผู้เล่นคนนั้นส่งอุปกรณ์การเล่นให้ผู้เล่นคนต่อไป แต่ถ้าผู้เล่นได้ยินเสียงดัง'''เปรี้ยง!!!'''แล้วห้องมืดลง ให้นับว่าผู้เล่นคนนั้นแพ้และออกจากเกมไป ถ้าเกมยังไม่จบลง ให้บรรจุกระสุนใหม่แล้วเล่นต่อไป ยกเว้นในกรณีที่ใส่กระสุนไว้มากกว่าหนึ่งนัด ผู้เล่นที่เหลืออาจตกลงให้เกมดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องใส่กระสุนเพิ่ม แต่ความตื่นเต้นของเกมก็จะลดลงไปเช่นกัน เกมจะจบลงเมื่อมีผู้เล่นเหลืออยู่เพียงคนเดียวซึ่งก็คือผู้ชนะในเกมรัสเซียนรูเล็ต โดยทั่วไปแล้วถือเป็นมารยาทอันดีที่ผู้ชนะจะเก็บอุปกรณ์และทำความสะอาดสถานที่เล่นเพื่อไม่ให้ เจ้าหน้าที่ ต้องลำบาก

รัสเซียนรูเล็ตสามารถเล่นคนเดียวได้ โดยผู้เล่นอาจเล่นโดยเหนี่ยวไกเพียงครั้งเดียวในทุกเช้า ซึ่งเดคิสุงิกล่าวว่าเป็นวิธีที่ทำให้ทุกๆเช้าเหมือนเป็นวันใหม่เลยทีเดียว

 

ขอขอบคุณ ไร้สาระนุกรม สารานุกรมไร้สาระเสรี มาที่นี้ด้วย

ลิงค์บทความโดยตรง

ไม่ได้เล่นมุกเล่นคำแต่อย่างใด

โดนไปแล้วจริง ๆ เมื่อวานนี้ (5/10/2551)

 

เรื่องมีอยู่ว่า ที่บ้านเลี้ยงสุนัขมาตลอด ไม่ว่าบ้านเดิม (ไม่เรียกบ้านเก่ามันเป็นลาง!) หรือบ้านใหม่ ก็ล้วนแต่เลี้ยงสุนัขด้วยกนทั้งสิ้น

ตอนที่อยู่บ้านเดิมก็มีสุนัขอยู่หลายตัว และหลายครั้งผมก็ชอบที่จะเล่นกับพวกมันอยู่เสมอ

ตอนที่ย้ายบ้านแม้ไม่ได้เอาพวกมันมาด้วย แต่ก็ยังจะเอาตัวใหม่มาที่บ้านใหม่อีก (ที่บ้านเก่า... เอ๊ย บ้านเดิมยังมีคนเลี้ยงอยู่ ไม่ต้องห่วง)

 

ที่ว่าเล่นนี่ก็ได้แก่เกาคาง ลูบหูลูบหางเล่น หรือกระทั่งเป่าหูมัน

การเป่าหูนี่ก็สนุกดีเหมือนกันนะครับ เป่าให้มันสยิวเล่นจนต้องสะบัดหัวก็สนุกดีเหมือนกัน

 

เรื่องเกิดก็เพราะไปเป่าหูสุนัขที่บ้านใหม่นี่แหละ เลี้ยงมาตั้งหลายปีไม่เคยเป่าหูมันเล่นสักที เมื่อวานก็เลยกะจะลองเป่าหูมันเล่นดูสักหน่อย

ว่าแล้วก็ทำเลย!

 

เป่าไปสักพักมันก็กำลังจะทำท่าทางดังคาด แต่ที่คาดไว้กลับผิด!

แทนที่จะสะบัดหัว มันกลับลุกพรวดขึ้นมาเสียนี่!

ผมรู้สึกได้ถึงแรงที่หัวมันมากระทบกับคางผมเลย ดังพลั่ก! พร้อม ๆ กับดังกรึ๊บ!

 

พลั่กแรกก็เสียงหัวหมากระทบกับคางคน

กรึ๊บต่อมาก็เสียงฟันหน้าของคนไปกระทบกับริมฝีปากล่างของตัวมันเอง

 

โอ้วววว! ผมโดนหมาเฮดบัดใส่!

 

ผมเลยไปเอาทิชชู่มาซับปากซะ ตอนแรกไม่รู้สึกเจ็บหรอกครับแค่ชา ๆ เลยไม่รู้ว่ามีแผลแค่ไหน

แต่พอซับเสร็จก็เกิดความสงสัยว่า เอ... ทิชชู่ที่เราเอามาซับมันสีขาวนี่ ทำไมตอนนี้มันถึงเป็นสีชมพู

 

ไม่ใช่แค่ชมพูแค่บางจุด แต่ชมพูทั้งแผ่นเลย (ชมพูเลือดนะ เหอ เหอ)

 

ปรากฎว่าผมโดนสุนัขเฮดบัดใส่จนเลือดกลบปากเลยครับ ตอนนี้ยังเจ็บอยู่เลยครับ แต่เลือดหยุดไหลแล้ว (ที่จริงหยุดตั้งแต่เมื่อคืน)

 

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เมื่อท่านจะสร้างความสยิวให้กับสุนัขของท่าน ก็พึงระวังว่ามันจะเฮดบัดใส่ซะเลือดกลบปากด้วย

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนผมได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า "ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ"

(อ่านว่า ภู-มิ-รัก-ทำ-มะ-ชาด แปลได้ว่าแผ่นดินรักธรรมชาติ หรือ ในหลวงรักธรรมชาติ ก็ได้)

เรื่องนี้ที่จริงผมอยากจะเขียนขึ้นมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่เริ่มเขียนทีไรจบแบบสรุปความทั้งหมดไม่ได้สักที ดังนั้นวันนี้ผมได้โอกาสจึงอยากนำส่วนหนึ่งที่ผมได้จากที่นั่นมาสักเสี้ยวนึงมาบอกเล่าให้ฟังกันวันนี้ครับ

 

ผมได้ฟังข่าววันนี้และพอดีผมได้อยู่หน้าคอม อารมณ์ก็บังเกิดขึ้นมาอยากจะเขียนจริง ๆ

ใคร ๆ ก็บอกว่ารักในหลวง แต่มีใครเล่าที่รักในหลวงจริง ?

 

ผมไม่คิดว่าการที่ผมจะบอกว่า"ผมรักในหลวง" สวมชุดเหลือง ใส่แบนด์วิทช์ แล้วจะแปลว่าผมรักในหลวงจริง

ผมไม่คิดว่าคนที่ทำดั่งข้างต้นแล้วจะรักในหลวงจริง

ผมคิดว่าที่ทำไปเพราะเลียนแบบคนอื่น หรืออยากให้คนอื่นมาสรรเสริญตน เพราะตนเองนั้นรักในหลวง

 

รักในหลวงจริง ก็ทำตามที่พระองค์ท่านตรัสหรือทรงแนะนำสิ! อย่ามาแค่ใส่เสื้อเหลือง หรือสักพูดแค่ปากเปล่า!

 

ดูโทรทัศน์วันนี้ ผมก็ทราบได้ทันทีว่า รัฐบาลไม่ได้รักในหลวงจริง เพราะไม่เคยได้นำเอาคำที่พระองค์ท่านเคยตรัสหรือแนวคิดของพระองค์ท่านมาใส่ใจเลย

รัฐสภาวันนี้ที่จะมีโครงการดำเนินสร้างใหม่ ผมอยากถามว่ามีความจำเป็นมากแค่ไหนที่จะต้องสร้างใหม่ และมีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องสร้างตรงนั้น ?

คอนที่ผมไปศูนย์ภูมิรักษ์ คุณลุงปัญญาผู้เป็นผู้เริ่มบริหารงานที่ศูนย์นั่นเป็นคนแรกยันปัจจุบันก็เล่าถึงที่มาของศูนย์นี้

แต่เดิมที่นี่เป็นทุ่งนาธรรมดา พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่าที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำตกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาก หากปล่อยไว้ไม่นานที่นี่อาจจะเสื่อมโทรม พระองค์ท่านจึงขอให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้ใช้เงินส่วนตนของพระองค์ท่านกว้านซื้อที่แห่งนี้ เพื่อสามารถดูแลรักษาพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเต็มที่

"แต่อย่าเอาพื้นที่ซึ่งชาวบ้านทำมาหากินเป็นหลัก...."

ชาวบ้านในแถบนี้เขาหากินโดยปลูกสวนเป็นหลัก ส่วนนาเป็นแหล่งหากินเสริมครับ ดังนั้นจึงได้ที่แห่งนี้มา

แต่ขอถามหน่อยเถอะครับ เวลาคุณจะซื้อที่ หรือคุณนึกเล่น ๆ ว่าจะเป็นรัฐบาล คุณเคยนึกถึงสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสไหมครับ ?

อย่างมากผมแค่คิดว่าซื้อมาไม่ให้ชาวบ้านด่าก็พอ เรื่องหากินเป็นหลักหรือไม่หรือย้ายไปที่ไหนผมไม่ค่อยสนสักเท่าไหร่

พระองค์ท่านนึกถึงอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ แล้วรัฐบาลนี้ทำอะไรอยู่?

ไม่ได้นึกถึงหัวอกใครเลย จะสักอะไรก็จะทำ แล้วจะมาอ้างว่ารักในหลวงจริงได้ไหม?

 

เรื่องการบริหารประเทศตามคำแนะนำและแนวคิดของพระองค์ท่านยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกครับ

คือเรื่อง "อย่าย้ายชาวบ้านไปแล้ว ทำให้เขาไปก่อปัญหาที่อื่น"

ผมจำคำของพระองค์ท่านไม่ได้เป๊ะ ๆ แต่ประมาณนี้ครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการย้ายชุมชนแออัด แต่ทางรัฐบาลนี่สักแต่ย้ายครับ เพื่อให้ตรงเดิมไม่แออัด แต่ชาวบ้านจะย้ายไปอยู่ที่ไหน หรือแหล่งย้ายไปแห่งใหม่จะเสื่อมโทรมก็ไม่สน บางครั้งไปที่ใหม่ไม่คุ้นก็ย้ายกลับมาที่เดิมซะงั้น

ซึ่งตอนนี้หน่วยงานทางภาครัฐที่จัดตั้งเพื่อดูแลบริหารชุมชนเมืองก็ได้ใช้ประโยคนี้มาปรับปรุงใช้(มานาน)แล้ว ซึ่งจะพบได้ว่าปัญหาชุมชนแออัดจากเรื่องนี้จะไม่พบเห็นอีกเลย

 

อย่างไรก็ตามการที่ผมพูดพระราชดำริหรือเรื่องต่างๆที่พระองค์ท่านได้ทำไว้ ผมไม่ได้อยากให้ทุกท่านจดจำแล้วทำตามทันที แต่ผมว่า เราควรที่จะคิดถึง เจตนา ของพระองค์ท่านแล้วทำตามเจตนานั้น น่าจะเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด

 

เรื่องพอเพียง ทำไมคนเราต้องมาวิเคราะห์อะไรกันให้มากมายด้วย ในแนวความคิดผมแค่ใช้สิ่งที่มี เดินทางสายกลางนั้นก็ถือว่าพอเพียงแล้ว

หรือหากจะเปรียบเทียบ

แนวคิดพอเพียง ก็เหมือนกับ มีมีด ก็ใช้มีดล่ากระรอกกระแต เก็บทีละน้อยๆเท่าที่มี หากได้มามากก็นำไปซื้อปืนซื้อกับดักล่าเสือก็ยังไม่สาย

แนวคิดทุนนิยม ก็เหมือนกับ มีมีด แต่นำมีดไปซื้อกระสุน เช่นปืนมายิงเสือ หวังตูมเดียวรวยเละ แต่หากยิงวืด ไม่เสียมีดทำมาหากินไป ก็เสียชีพให้เสือไปขบเล่นซะเสีย

 

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกสมัยล้วนแต่ทุนนิยมขายมีดเช่าปืนทั้งนั้นแหละครับ

ยิ่งรัฐบาลทักษิณยิ่งเห็นได้ชัด ทุกโครงการล้วนแต่ขายมีดเช่าปืนทั้งนั้น ไม่ก็ให้เช่าปืนแล้วค่อยคืนมีดทีหลัง

เช่น โครงการหมู่บ้านละล้าน ก็คือการให้ยืมปืนไปก่อน ทำอะไรว่าทีหลัง แต่ถ้าเอาปืนไปยิงไม่ได้ ก็เอาทั้งปืนทั้งมีดมาคืนฉันก็แล้วกัน

โถ ชาวบ้านมีความรู้อะไรที่จะเอาเงินล้านนึงไปลงทุนเอาเงินคืนละครับ อย่าว่างู้นงี้เลย ให้ผมซึ่งจบระดับอุดมศึกษาแล้วผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอาเงินล้านนึงไปลงทุนทำอะไรดี อย่างน้อยๆ ก็ต้องผ่านประสบการณ์หรือการศึกษาทางด้านธุรกิจมาก่อนแล้ว แต่นี้ให้แต่เงินไม่ให้ความรู้ เขาก็เสียทั้งปืนทั้งมีดสิ

OTOP ตอนแรกผมหลงผิดไปว่ามันจะเป็นโครงการที่เจ๋ง แต่หากดูเรื่องความพอเพียงแล้วมันไม่ใช่ครับ

แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้าน แต่การลงทุนก็ต้องซื้อหาสิ่งของเครื่องทุ่นแรงมาใช้งานด้วย (หรือถ้าดีหน่อยบางที่ก็ไม่ต้องใช้) ส่วนสินค้าก็เอามาจากในหมู่บ้าน

เหมือนจะดี! แต่ลืมไป ว่าที่เราขายนั้น เราขายออกนอกชุมชน ออกนอกประเทศ แน่นอนว่าไม่ใช่เสมอไปที่จะขายได้ หากมีคู่แข่งที่ดีกว่าถูกกว่า เราก็จะสูญเสียตลาดไปง่าย ๆ

เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากฐานข้อมูลของกรมส่งออก หากดูรายชื่อบริษัทส่งออกจะเห็นได้ว่า แทบทั้งหมดไม่มีบริษัทไหนเลยที่จะส่งของขายออกอย่างอยู่ยงยั่งยืน ส่วนใหญ่จะล้มหายตายจากไปในช่วง 3 - 4 ปีทั้งนั้น

ดังนั้น OTOP ที่ดีไม่ใช่ OTOP ที่ส่งขายนอกชุมชน หรือนอกประเทศ แต่ต้องส่งขายในชุมชนได้ก่อน แล้วค่อยส่งขายต่อนอกชุมชน หรือนอกประเทศ

 

ซึ่งเช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียง ที่เราต้องมีตลาดหรือแหล่งค้าขายที่มั่นใจก่อนว่าจะขายได้ แน่นอนตลอดไป นั่นก็คือ ขายกันเองในชุมชนนั่นเอง แล้วค่อยขายในที่ห่างไกลไปเรื่อยๆ

ส่วนทุนนิยม คือ ส่งขายใกล้ ๆ ได้หรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญที่นอกชุม%B

หนุนมธ.ออกกฎคุมเข้มแต่งกายชุดนศ.-จี้ม.อื่นเอาอย่าง
 
โฆษกศธ.หนุนมธ.ออกกฎคุมเข้มแต่งกายชุดนศ. จี้มหาวิทยาลัยอื่นเอาอย่าง เร่งวางระเบียบรองรับ

จากกรณีที่นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ลงนามประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการแต่งกายที่ถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพเกินกว่าขอบเขตอันเหมาะสม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายละเอียดระบุว่า หากนักศึกษาผู้ใดแต่งกายโดยใช้เสรีภาพเกินกว่าขอบเขตอันเหมาะสม

อันได้แก่ การแต่งกายล่อแหลมจนเกินควร การแต่งกายที่เปิดเผยเนื้อตัวมากเกินไปจนมีลักษณะไปในทางยั่วยุทางเพศ หรือการแต่งกายไม่สุภาพ หรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นชุดที่แต่งในโอกาสทั่วไป หรือชุดนักศึกษา นักศึกษาผู้นั้นอาจถูกห้ามไม่ให้ขึ้นอาคารเรียน หรือขึ้นห้องเรียน และหน่วยงานต่างๆ มีสิทธิ์งดให้บริการได้ 

เมื่อวันที่  15 พ.ค. นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษก ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ที่ออกสมัยนายจาตุรนต์   ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ ลงประกาศวันที่ 27 ธ.ค. 2548 โดยให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา กำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้เท่าที่ไม่ขัด หรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้ 

“มหาวิทยาลัยบางแห่งยังคงเพิกเฉยและไม่ได้ดำเนินการปล่อยให้นิสิต นักศึกษาใช้สิทธิอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความประพฤติของนิสิตนักศึกษาในระดับอุดมศึกษามา ตลอด ดังนั้น มธ.ได้ดำเนินการเป็นตัวอย่างแล้ว ศธ.จึงขอให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ เร่งรีบในการร่างกฏระเบียบ เพื่อดูแลนักศึกษาให้มีความประพฤติเรียบร้อยโดยดูตัวอย่างของมธ.และประกาศ ของกฎกระทรวง อย่างเคร่งครัด “ โฆษก ศธ. กล่าว

 จาก คมชัดลึก

 

เพราะผมเกี่ยวพันกับมหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร เมื่อผมอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกขำเล็กน้อย

และยิ่งเมื่ออ่านความคิดเห็นในบางกระทู้ของบางเว็บบอร์ดผมก็ยิ่งขำขึ้นไปอีก

 

ออกข่าวว่าคุมเข้มไปก็เท่านั้น เพราะในทางปฏิบัติ ผมเชื่อ ในมหาวิทยาลัยก็ยังเหมือนเดิม 

ไม่รู้หรือกะไรกัน ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาคุมเข้มเรื่องการแต่งกายกันมานานแล้ว? 

 

การประกาศเช่นนี้ ของธรรมศาสตร์ ทำให้ผมคิดได้อย่างเดียว

คือ ประกาศเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวมหาวิทยาลัย! ในทางปฏิบัติผมเชื่อว่าประกาศฉบับนี้ไม่ได้ช่วยลดอัตราการล่วงเกินทางเพศ หรือแต่กายให้รัดกุมขึ้นเลย

 

เพราะของเดิมก็รัดกุมอยู่แล้ว!

 

หากคุณเคยเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วคุณสังเกตดีๆคุณน่าจะพบกับ...

ป้ายสายเดี่ยวห้ามขึ้นลิฟท์ในตึกเรียน SC (เมื่อหลายปีก่อน)

หรือป้ายใส่รองเท้าแตะห้ามขึ้นตึกเรียน

หรือป้าย แต่งกายไม่สุภาพ ห้ามเข้ามาใช้บริการ หรือเข้าห้องสมุด

หรือเป็นที่รู้กันว่าวันสอบต้องใส่ชุดนักศึกษาเท่านั้น

 

และยิ่งนักศึกษาวิศวะในข่าว ที่บางคนบอกว่าเด็กมันแต่งยั่วเอง ผมก็ไม่เห็นยั่วตรงไหน

ก็เพราะคณะเขาให้แต่งชุดนักศึกษา หากเป็นปีสองขึ้นไปผมก็เห็นใส่แต่ชุดช็อปคลุม แล้วมันจะยั่วตรงไหนฟระ???

(บางคนมีอยู่ไม่กี่ชุด เลยต้องใส่ซ้ำจนเหม็นกลิ่นเหงื่อไปหมด ได้กลิ่นแบบนี้แล้วหื่นแปลว่าน่าจะเป็นพวกโรคจิต???) 

 

 คนที่บอกว่าเด็กยั่ว หรือชุดไม่เหมาะสม คือคนที่ไม่รู้จริงครับ

จะดีจะเลวก็ที่คนๆนั้น ทำไมต้องใส่ร้ายสิ่งอื่นด้วยเล่า?

เครื่องแต่งกาย นักศึกษา สถาบัน มันเกี่ยวอะไร จะว่าก็ว่าที่ตัวบุคคลสิ

ไม่ว่าที่ไหนมันก็มีได้ ไม่ใช่แค่ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอื่น โรงเรียนอื่น ที่ทำงาน หรือแม้แต่บ้านของคุณมันก้มีได้ ถ้าบุคคลที่อยู่มันเลว

 

ที่ธรรมศาสตร์ออกมาประการก็แค่เพื่อรักษาภาพลักษณ์เท่านั้น เพราะเขาทราบว่าพวกไม่รู้เรื่อง หรือพวกอคติโยงนู่นโยงนี่ให้ตัวสถาบันเลวมันมีอยู่

เอ๊ะ? คราวนี้มาแปลก ทำไมถึงนำหลักการตั้งชื่อเด็กมานำเสนอล่ะ

ไม่มี อะไรมากครับ พอดีผมพิมพ์ตอบไว้ในกระทู้หนึ่ง แล้วอยากนำมันมาใช้ประโยชน์ในบล็อกนี้บ้าง

 

จากหนังสือปฏิทินร้อยปีสำหรับครอบครัว

แล้วแต่ตำรา เพราะผมเห็นอีกตำรานึงก็ไม่ตรงกันซะทีเดียวแต่ก็ใกล้เคียง

----คนที่เกิดวันอาทิตย์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[จ] [ฉ] [ช] ซ [ฌ] [ญ] - (ฎ) (ฏ) (ฐ) (ฑ) (ฒ) (ณ) - ด ต ถ ท ธ น - ย ร ล ว
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
สระทั้งหมด - ก ข ค ฆ ง บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรกาลกีณีคือ
ศ ษ ส ห ฬ ฮ

----คนที่เกิดวันจันทร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ฎ] [ฏ] [ฐ] [ฑ] [ฒ] [ณ] - (ด) (ต) (ถ) (ท) (ธ) (น) - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ก ข ค ฆ ง - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
สระทั้งหมด

----คนที่เกิดวันอังคาร----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ด] [ต] [ถ] [ท] [ธ] [น] - (บ) (ป) (ผ) (ฝ) (พ) (ฟ) (ภ) (ม) - ย ร ล ว - สระทั้งหมด
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ  - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรกาลกีณีคือ
ก ข ค ฆ ง

----คนที่เกิดวันพุธกลางวัน (6.00-18.00)----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
ก ข ค ฆ ง - [บ] [ป] [ผ] [ฝ] [พ] [ฟ] [ภ] [ม] - (ย) (ร) (ล) (ว) - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ด ต ถ ท ธ น - สระทั้งหมด
อักษรกาลกีณีคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ

----คนที่เกิดวันพุธกลางกลางคืน หรือ ราหู (18.00-6.00)----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด [อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ] - (ก) (ข) (ค) (ฆ) (ง) - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - ด ต ถ ท ธ น
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - ศ ษ ส ห ฬ ฮ - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

----คนที่เกิดวันพฤหัส----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด (อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) - ก ข ค ฆ ง - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - [ศ] [ษ] [ส] [ห] [ฬ] [ฮ]
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
จ ฉ ช ซ ฌ ญ - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม - ย ร ล ว
อักษรกาลกีณีคือ
ด ต ถ ท ธ น

----คนที่เกิดวันศุกร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
[ก] [ข] [ค] [ฆ] [ง] - จ (ฉ) (ช) ซ ฌ (ญ) - ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
สระทั้งหมด - ด ต ถ ท ธ น - ศ ษ ส ห ฬ ฮ
อักษรกาลกีณีคือ
ย ร ล ว

----คนที่เกิดวันเสาร์----
อักษรที่เป็นมงคลที่สุดคือ
สระทั้งหมด - จ ฉ ช ซ ฌ ญ - [ย] [ร] [ล] [ว] - (ศ) (ษ) (ส) (ห) (ฬ) (ฮ)
อักษรที่เป็นมงคลรองลงมาคือ
(ก) (ข) (ค) (ฆ) (ง) - ด ต ถ ท ธ น - บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
อักษรกาลกีณีคือ
ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ


หมายเหตุ
ใน[] คือชื่อเดช เหมาะกับผู้ชาย มีความหมายทางเข้มแข็ง หมายถึง อำนาสวาสนา ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงาน ความรักใคร่
ใน() คือชื่อศรี เหมาะกับผู้หญิง มีความหมายทางอ่อนโยน หมายถึง ทรัพย์สิน เงินทอง สิริมงคล โฃคลาภ


 
สมควรเอามาลงไหม?  พิมพ์ซะยาวเชียว ถ้าไม่เอามาใช้ประโยชน์อย่างอื่น คงเสียดายมากๆ

 

แล้วขอเตือนอะไรสักอย่างนึงนะครับ สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ต้องการตั้งชื่อให้ลูก

อย่าตั้งชื่อโดยมาขอชื่อจากคนที่ไม่รู้จักเช่นในเว็บบอร์ดอะไรพวกนี้เลยครับ ถ้าผมเป็นลูก แล้วผมรู้ว่าชื่อของผมมาจากวิธีการแบบนี้ ผมจะภูมิใจไหม? 

ดังนั้น ตั้งเองเถอะครับ หนังสือหนังหาเกี่ยวกับการตั้งชื่อมีอยู่เพียบ หรือจะให้พระหรือคนรู้จักตั้งให้ก็ได้